ความรู้เรื่องยาง - WP TIRES

Go to content

Main menu:

ความรู้เรื่องยาง

ส่วนประกอบยางรถยนต์


   Tread
เป็นส่วนที่สัมผัสกับผิวถนน ทำหน้าที่ปกป้องกันไม่ให้โครงยางได้รับความเสียหาย เมื่อมีของมีคมบาดหรือทิ่มตำยาง และยังได้ช่วยในการ ยึดเกาะถนน รีดน้ำเมื่อเวลาขับขี่บนเส้นทางเปียก
   Cap Ply
ชั้นผ้าใบ ที่รัด Steel Belt จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง และให้ยาง มีผลตอบสนองสม่ำเสมอ(Uniformity)
   Steel Belt
ทำให้หน้าสัมผัสยางเรียบและกว้าง กระจายน้ำหนักบรรทุก และช่วยเพิ่มความแข็งแรง
   ให้กับหน้ายาง และป้องกันไม่ให้โครงยางชำรุดเสียหาย จากการรับแรงกระแทก จากพื้นถนน
   Casing
ทำหน้าที่รักษาความดันลมภายในยางเพื่อให้ยางคงรูปร่าง และสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้
   Sidewall
เป็นส่วนด้านข้างของยาง ทำหน้าที่ห่อหุ้ม และป้องกันความเสียหายของโครงยาง (Casing, Carcass)
   Inner Liner
เป็นชั้นเนื้อยางที่อยู่ด้านใน มีหน้าที่ป้องกันการรั่วของลมยาง ปกติจะทำจากยางสังเคราะห์ เนื่องจากกันการรั่วซึมได้ดีกว่า
   Apex
ยางแข็งๆ ที่มีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยม ทำหน้าที่เชื่อมต่อ ระหว่างส่วนที่แข็ง คือบริเวณขอบยาง ไปสู่ส่วนที่อ่อนและยืดหยุ่น คือบริเวณแก้มยาง
   Bead Wire
กลุ่มของเส้นลวดเหล็กกล้า ที่ช่วยยึดส่วนปลายทั้ง 2 ข้างของโครงยางเอาไว้ เพื่อให้บริเวณขอบยาง มีความแข็งแรง สามารถยึดแน่นสนิทกับกระทะล้อขณะใช้งาน


การดูแลยางและความปลอดภัย

ยาง Deestone ได้รับมาตรฐานการผลิตตามหลักสากลและภายในประเทศไทย ทำให้มั่นใจในความปลอดภัยในการใช้ใน การขับขี่ได้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีบางสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ใช้สามารถตรวจสอบการใช้งานง่าย ๆ โดยขับขี่ตามหลักความปลอดภัย การใช้งานยางให้ถูกต้องกับรถยนต์ที่ขับขี่ อย่าใช้เกินน้ำหนักบรรทุก หรือใช้งานยางผิดประเภทหรือดัดแปลงยางรถยนต์ แม้ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้ามากไปกว่าเมื่อก่อนมากแค่ไหนก็ตาม แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารสูงสุด ผู้ขับขี่ก็ควรจะตรวจสอบยางก่อนการเดินทางทุกครั้ง ซึ่งหากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัยของยางรถยนต์ของเพื่อ ความปลอดภัยของตัวผู้ขับขี่และยานพาหนะ ก็สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้จากตัวแทนจำหน่าย หรือติดต่อได้โดยกับ Deestone

การเติมลมยาง มีผลกับยางมากกว่าที่คุณคิด

การเติมลมยางนั้นมีผลกับยางอย่างยิ่ง  การให้ลมยางจนความดันยางนั้นสูงหรือต่ำกว่ามาตรฐานจะทำให้เกิดอันตราย   ทั้งสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง   และมีผลต่ออายุการใช้งานของยางรถยนต์ การใช้ลมยางที่ไม่เหมาะสมนั้นจะมีผล   ต่อการขับขี่รถยนต์ การที่ยางรถยนต์จะตะกุยไปข้างหน้า   หรือเบรกรถยนต์ก็มีผล ความดันยางที่ต่ำกว่ามาตรฐาน   จะทำให้โครงสร้างของยางรถยนต์นั้นยุบตัวมากกว่าปกติที่ยางรถยนต์ควรจะเป็น   ซึ่งจะทำให้เมื่อขับขี่รถยนต์นั้นยางรถจะมีความร้อนสูงขึ้น   แรงต้านทานการหมุนของล้อเพิ่มขึ้น การหมุนของพวงมาลัยยากขึ้น   และทำให้ล้อนั้นต้องสึกหรือมีอายุการใช้งานที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การ   สึกของยางที่เติมลมยางน้อยเกินไป : ยางจะเกิดการสึกบริเวณไหล่ยาง   และแก้มยางนั้นทำงานหนักเกินไปทำให้สึกหรอได้ง่าย และเมื่อความดันลมยางสูง   กว่ามาตรฐาน   จะส่งผลต่ออายุการใช้งานเช่นกันและทำให้การขับขี่นั้นเป็นอันตรายเพราะยางรถ   ยนต์นั้นยึดติดถนนลดลง และอาจเกิดระเบิดได้ง่าย   ซึ่งจะมีผลต่อการสึกหรอของช่วงล่างรถยนต์ วิธีการเติมลมยางให้ถูกต้อง


   
เติมลมตามเสปคของรถที่กำหนด โดยสามารถศึกษาได้จากคู่มือของรถนั้น ๆ
   
ควรเติมลมยางในขณะที่ยางไม่ร้อนเกินไป
   
หากต้องเดินทางไกล นาน ๆ ควรเพิ่มลมยางอีกประมาณ 3-5 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)
   
หมั่นเช็คลมยาง เป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

ดังนั้นผู้ขับขี่รถยนต์ควรระมัดระวังและควรเข้าใจการเติมลมยางทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเติมเองหรือให้้อื่นเติมก็ควรจะเติมตามาตรฐานที่กำหนดซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ขับขี่และยานพาหนะของผู้ ขับขี่เอง



ใครว่าดอกยางไม่สำคัญ

ดอกยางรถยนต์นั้นมีไว้ เพื่อยึดเกาะถนนและรีดน้ำขณะขับรถเมื่อถนนเปียก เพื่อให้หน้ายางนั้นสัมผัสพื้นถนนทำให้การเดินทางนั้นสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัยและไม่ลื่นจนออกถนน นอกจากนี้ยางยังทำหน้าที่กระจายน้ำหนักให้รถยนต์ โดยหน้ายางจะทำหน้าที่กระจายแรงทั้งหมดไปยังทิศทางต่างๆ สู่ผิวถนน ยาง   รถยนต์ทุกชนิดจะมีดอกยาง ยกเว้นยางรถยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันทางเรียบและความเร็วสูง ที่พื้นถนนต้องแห้ง ซึ่งยางประเภทนี้เรียกว่า สลิ้ก (Slick)

   ดอกยาง
คือส่วนบริเวณบนหน้ายาง และมีหน้าสัมผัสถนนตลอดเวลาที่รถวิ่ง
   ร่องยาง
คือร่องที่ลึกลงไปจากหน้ายาง หรือร่องที่อยู่ระหว่างยาง

ร่อง ยางที่ตื้น (ดอกยางหมด) หรือที่เรียกกันว่า ดอกยางโล้น จะทำให้ยางนั้นรีดน้ำได้น้อยลงและลื่นเมื่อเจอสภาพถนนที่เปียกหรือฝนตก เพราะร่องยางนั้นมีไว้เพื่อรีดน้ำ โดยหากมีร่องยางที่ตื้นน้ำที่แทรกอยู่ระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน จะทำให้ผิวสัมผัสหน้ายางกับพื้นถนนลดลง ซึ่งเมื่อวิ่งก็จะเกิดอาการลื่นไถล แต่เมื่อวิ่งในถนนที่แห่้งและแดดจัด จะวิ่งได้ดีกว่าเพราะยางมีหน้าสัมผัสพ้นถนนมากกว่า ดอกยางที่ดีควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 3 มม. ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำบนผิวถนนและความเร็วของรถด้วยส่วนอายุของยางไม่ควรเกิน 5 ปี นับจากวันที่ผลิต หากครบหรือเกินควรรีบเปลี่ยนทันทีเพื่อความปลอดภัย ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการผลิตยางของดีสโตน ได้คิดค้นการออกแบบดอกยางตามวัตถุประสงค์การใช้งานของรถยนต์แต่ละประเภทที่ แตกต่างกัน ทั้งนี้ดอกยางแต่ละประเภทมีความสัมพันธ์กับการยึดเกาะถนน การรีดน้ำ การสลัดดินโคลน การตระกุยปีนป่าย รวมถึงเรื่องของเสียงรบกวนอีกด้วย

   ยางรถยนต์ที่ใช้งานบนถนนที่เรียบ
ดอกยางควรเป็นดอกละเอียด ร่องยางไม่ห่าง เพื่อไม่ให้เสียพื้นผิวสัมผัสกับหน้าถนนมากจนเกินไป สามารถรีดน้ำออกได้อย่างรวดเร็ว และมีเสียงรบกวนน้อย
   ยางรถยนต์ที่ ใช้งานถนนออฟโร้ด
ลุยโคลน หินหรือใช้งานในเส้นทางวิบาก ดอกยางควรมีดอกยางที่ใหญ่และมีร่องยางห่าง เพื่อเน้นการสลัดโคลน หิน หรือน้ำ หากใช้ดอกยางละเอียด เศษโคลนหรือหิน   กรวดอาจเข้าไปติดตามดอกและร่องยาง จนหน้ายางลื่น และถ้านำดอกยางที่ใหญ่มาใช้งานบนทางเรียบ ร่องยางที่ห่างทำให้มีผิว สัมผัสถนนน้อย การยึดเกาะถนนก็น้อยตามไปด้วยและในช่วงความเร็วสูงจะมีเสียงดังจนน่ารำคาญ
   ยางรถยนต์ที่ใช้งานสำหรับเส้นทางกึ่งลุย กึ่งเรียบ (All Terrain)
  สำหรับยางประเภทนี้ เมื่อนำไปใช้บนถนนเรียบ การยึดเกาะทำได้ดีระดับหนึ่งและมีเสียงรบกวนอยู่บ้าง ในขณะที่เมื่อนำไปใช้บนเส้นทางสมบุกสมบัน เช่น ทางลูกรัง หิน กรวด ทราย ก็สามารถใช้งานได้ดี(ยางประเภทนี้จะไม่เหมาะกับถนนที่เป็นดินโคลน)


ประเภทของดอกยาง มีการแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

ดอกยางละเอียด (rib pattern)
มีดอกยางและร่องยางเป็นแนวแถวเส้นรอบวงของยาง และมีรูแบบเรียงตัวของร่องยาง ตามการออกแบบของบริษัทผู้ผลิต โดยทั่วไปแล้ว เน้นให้ยางใช้งานได้ดีในสภาพถนนเรียบ

ดอกบั้ง (lug pattern)
ดอกยางและร่องยางเป็นแนวขวาง กับเส้นรอบวงของยาง ซึ่งการออกแบบยางเช่นนี้ต้องการประสิทธ์ภาพในการตะกุย อีกทั้งร่องยางมีความลึก ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เหมาะสำหรับใช้งานบนถนนที่ขรุขระ และทางเรียบในความเร็วต่ำ และปานกลาง

ดอกแบบผสม (rib lug pattern)
เป็นการผสมจุดเด่นของยางทั้งสองแบบ โดยดอกละเอียดจะอยู่ตรงกลาง โดยมีดอกบั้งอยู่รอบนอกทั้งสองด้าน

ดอกแบบบล็อก (block pattern)
ดอกยางประเภทนี้มีลักษณะเป็นจุด หรือก้อน อาจมีรูปทรงแบบวงกลม หรือเหลี่ยมก็ได้ ให้แรงตะกุยสูง   เหมาะสำหรับใช้งานแบบออฟโรดทั้งลุยโคลนและทราย

นอกจากนี้ดอกยางรถยนต์ยังแบ่งตามลักษณะของดอกยางได้อีก 3 ลักษณะคือ


  
1.ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง (Non-Directional)ดอกยางประเภทนี้จะสามารถทำการสลับยางได้ทุกตำแหน่ง ลักษณะมีดอกยางสวนทางกัน จึงไม่เน้นในเรื่องของความเร็วสูงมากนัก แต่ก็ใช้ได้อย่างสะดวกสบาย
   
2.ดอกยางแบบทิศทางเดียว (Directional)ดอกยางจะมีลักษณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งยังมีสัญญาลักษณ์ลูกศร (Rotation) แสดงไว้ที่บริเวณแก้มยาง เพื่อบ่งบอกถึงตำแหน่งของทิศทางของการหมุน   องล้อให้เราสามารถใส่ได้อย่างถูกต้อง ดอกยางประเภทนี้ ถูกออกแบบมาให้สามารถรีดน้ำได้ดีกว่าประเภทแบบ Non-Directional   เพื่อควบคุมการขับขี่ได้อย่างมั่นคงและสามารถใช้ความเร็วสูงได้ดี
   
3.ดอกยางแบบไม่สมมาตรกัน (Asymmetric)   ลายดอกยางด้านในและด้านนอกจะมีความต่างกัน ซึ่งเกิดจากการออกแบบให้หน้ายางด้านในเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่ทางตรง และความเร็วสูง ขณะที่หน้ายางด้านนอกจะทำหน้าที่ยึดเกาะบนทางโค้งได้ดี ยางประเภทนี้จะเหมาะสำหรับเมืองที่มีถนนโค้ง คดเคี้ยวมากๆ หรือ เหมาะสำหรับในรถยนต์บางยี่ห้อที่ออกแบบให้การขับขี่มีการเข้าโค้งในความเร็วสูง แต่สำหรับบ้านเราก็อาจมีไม่มากนัก

เมื่อเข้าใจลักษณะดอกยางรถยนต์แล้ว คุณก็ควรหมั่นตรวจสอบดอกยางรถยนต์ของคุณให้พร้อมใช้งานทุกสถานการณ์

 
 
Back to content | Back to main menu